naihatyai@gmail.com 091 846 4554
เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก
หาดใหญ่  มาจากไหน ?
โพสเมื่อ

หาดใหญ่ มาจากไหน ?

 

 

คำว่า “หาดใหญ่” ความจริงมีความหมายอยู่ในตัวไม่ต้องแปลซ้ำอย่างชื่อของจังหวัด (สงขลา) หรือชื่ออำเภออื่นๆ อย่างเช่น สทิงพระ ระโนด หรือจะนะ แต่เมื่อมาเป็นชื่ออำเภอของจังหวัดในภาคใต้ จึงเกิดปัญหาขึ้นว่า “หาดใหญ่” มีความหมายว่าอย่างไร

 

 

ความหมายแรกก็คือ หาดทรายขนาดใหญ่

หลักฐานที่นำมาสนับสนุนได้ดีก็คือ ในปี ๒๔๑๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ได้เสด็จกลับจากการประพาสอินเดีย เสด็จขึ้นบกที่ไทรบุรี ไปสงขลา ทรงแวะประทับแรมที่ “หาดทรายใหญ่” ริมคลองอู่ตะเภา ท่าหาดใหญ่

 

และเมื่อห้า-หกสิบปีก่อน มีบทประพันธ์เรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับหาดใหญ่ พระเอกในเรื่องได้เดินทางไปพักที่หาดใหญ่ ตื่นขึ้นมาเปิดหน้าต่างมองออกไปเห็น “หาดทราย” กว้างใหญ่
จากข้อเขียนของแพทย์หญิงรัชนี บุญโสภณ ระบุว่าเมื่อ ๓๐ ปีก่อน เพื่อนชวนไปปิคนิค บนหาดทรายที่ผุดขึ้นในคลองอู่ตะเภา ต้องลงจากตลิ่ง ซึ่งค่อนข้างสูงชันข้างบ้าน เหมือนหาดทรายที่ผุดขึ้นในแม่น้ำโขงยามหน้าแล้งเป็นหาดค่อนข้างขาวสะอาด กว้างใหญ่ ซึ่งท่านคิดว่าหาดนี้เองที่พระเอกคนนั้นเห็น


เรื่องราวข้างต้น ประกอบกับหลักฐานที่ผู้หลักผู้ใหญ่ของเมืองหาดใหญ่หลายท่านจำกันได้และเล่าสู่กันฟังว่า หาดทรายในคลองอู่ตะเภา บริเวณหลังที่ว่าการอำเภอหาดใหญ่ในปัจจุบัน ยามหน้าแล้งนั้นกว้างใหญ่มาก เคยเป็นตลาดนัดใหญ่มาแต่โบราณกาล ขนาดมีเรือใหญ่มาจอดไม่ต่ำกว่าครั้งละ ๕๐ ลำ จนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อญี่ปุ่นสร้างสะพานข้ามคลองอู่ตะเภา ตรงบริเวณใกล้ที่ว่าการอำเภอ ตลาดนัดที่เคยเป็นชุมชนและชุมทางของคนค้าคนขาย จากต้นน้ำถึงปลายน้ำของคนรอบทะเลสาบ ของคนที่อยู่ชายฝั่งอ่าวไทยเรื่อยลงไปถึงปัตตานี นราธิวาส และชุมทางของคนค้าคนขายในเขตป่าเขาด้านตะวันตกและด้านใต้ของหาดใหญ่ เพื่อซื้อขายแลกเปลี่ยนของป่า อย่างน้ำผึ้งชัน สัตว์ป่า สมุนไพร ของพื้นราบ อย่างข้าว น้ำตาลโตนด หม้อไห และของทะเล อย่าง กุ้ง ปลา และเกลือ เป็นต้น ต้องซบเซาจนหมดไป เพราะผู้คนหันมาติดต่อกันทางบกมากขึ้น แม้หาดทรายก็ถูกดูดเอาไปขาย เพราะทรายมีคุณภาพดีเหมาะในการใช้ก่อสร้าง ซึ่งเพิ่มขึ้นตามความเจริญเติบโตของบ้านเมือง

หลักฐานจากพงศาวดาร จากคำบอกเล่า และจากที่เคยเห็นกันจริงๆ น่าจะยุติได้ว่า ชื่อ “หาดใหญ่” มาจากหาดทรายใหญ่ในคลองอู่ตะเภา

 

 

ความหมายที่สอง กร่อนมากจากคำว่า “มะหาดใหญ่”
มีหลักฐานกล่าวหนักแน่นถึงคำว่า หาดใหญ่ กร่อนมาจากคำว่า “มะหาดใหญ่” ตามภาษาพูดของชาวใต้ที่ชอบพูดสั้นๆ

 


“มะหาด” เป็นไม้ใหญ่ประเภทขนุน คุณกี่ จิระนคร บุตรท่านขุนนิพัทธ์จีนนคร เล่าไว้ในหนังสืออนุสรณ์เปิดอนุสาวรีย์ขุนนิพัทธ์จีนนคร หน้าสนามกีฬากลางจิระนคร เมื่อปี ๒๕๒๘ ใน “เรื่องน่ารู้ของเมืองหาดใหญ่” ว่า มะหาดมี ๓ ชนิด คือ มะหาดขนุน เป็นไม้เนื้ออ่อน ผุเปื่อยง่าย มะหาดควน เป็นไม้เนื้อแข็ง และมะหาดน้ำ ผุเปื่อยง่าย และได้อ้างคำบอกเล่าของคนที่บรรพบุรุษอยู่ที่บ้านหาดใหญ่ หมู่ที่ ๓ อำเภอฝ่ายเหนือ (ชื่อเรียกอำเภอหาดใหญ่ ในระหว่างปี ๒๔๔๒–๒๔๖๐) ว่า ที่มาของคำว่า “หาดใหญ่” มาจากการที่มีต้นมะหาดขนุนขนาดใหญ่ให้ผู้คนใช้หลบแดดอยู่ริมฝั่งคลองเตย (ลำห้วยสายหนึ่งที่ไหลคดเคี้ยวผ่านเมืองหาดใหญ่) ช่วงปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓ มาต่อกับถนนศรีภูวนารถ

 

ที่สำคัญ คือ ต้นมะหาดไม่ได้มีต้นเดียว ซึ่งจากคำบอกเล่าของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ เมื่อครั้งมีการก่อสร้างอุโมงค์ตลอดทางรถไฟ (ถนนศรีภูวนารถ) ปรากฏว่าในบริเวณใกล้เคียงกับต้นมะหาดขนุนขนาดใหญ่ต้นดังกล่าว มีตอต้นมะหาดอยู่หลายตอทีเดียว
นอกจากนั้น คนเก่าแก่ที่เคยอยู่ริมคลองอู่ตะเภา ยังเล่าว่า บ้านริมคลองอู่ตะเภาที่มีเสาเรือนทำจากไม้มะหาด ยังมีเหลือให้เห็น สมัยก่อนผู้คนที่มาจากวังพา เวลามาตลาดนัดหาดใหญ่เขาจะหมายตาต้นมะหาดใหญ่ ที่ชายคลองอู่ตะเภาฝั่งตรงข้ามกับหาดเป็นเป้าหมาย ตั้งแต่เดินตัดทุ่งมาควนลังเลยทีเดียว ต้นมะหาดต้นนี้ ได้ล้มลงฝังตัวอยู่ในคลอง เมื่อมีการดูดทรายไปขายจนตลิ่งพังลง และคิดว่า ถ้าขุดบริเวณนั้นดูก็จะต้องพบต้นมะหาดต้นนี้

 


ท่านเหล่านั้นเชื่อว่า ชื่อหาดใหญ่ ท่าหาดใหญ่ ทุ่งหาดใหญ่ น่าจะมาจากคำว่ามะหาดใหญ่เป็นหลัก เช่นเดียวกับชื่อท่าอื่นๆ ใกล้เคียง เช่น ท่าเคียน ท่าพันตัน รวมทั้งท่าที่อยู่เหนือน้ำไปทางทิศใต้ คือ ท่าโพธิ์ ท่าข่อย ซึ่งต่างก็เป็นชื่อต้นไม้ และที่ใต้น้ำไปทางทิศเหนือของหาดใหญ่ ก็มี ท่าแซะ หรือท่าแซ ซึ่งยังมีต้นแซะใหญ่ให้เห็นในปัจจุบัน
ต่อคำถามที่ว่า ชื่อหาดใหญ่มาจากอะไรแน่ คำตอบที่ตรงจุดคงไม่มี จะมีก็เพียงแต่ว่าเวลาและสายน้ำแห่งคลองอู่ตะเภาได้กลบ, เกลื่อน และกลมกลืน หาดทรายใหญ่ กับ มะหาดใหญ่ เข้าด้วยกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งรูปธรรมและนามธรรม ให้เหลือเพียง “ชุมทางหาดใหญ่” ของคนรุ่นใหม่เท่านั้น

 

 

 

 

ความเป็นมา “ชุมทางหาดใหญ่” เป็นความต่อเนื่องจากอดีตยาวนานจนถึงปัจจุบัน

จากข้อมูลเมืองหาดใหญ่ส่วนที่มีผู้คนอยู่หนาแน่น มีตึกรามบ้านช่อง ห้างร้าน และโรงแรมขนาดใหญ่ในขณะนี้ ก่อนนี้ไม่ได้เรียกหาดใหญ่ เดิมจะเป็นพื้นที่ลุ่มๆ ดอนๆ สลับกันไปตามธรรมชาติของดินตะกอน ปลายน้ำที่จะออกสู่ทะเลประกอบด้วย พรุ มาบ ปลัก ท้องนา ป่าเสม็ด และโคก
โคกที่ใหญ่และสำคัญคือ โคกเสม็ดชุน อันมีศูนย์กลางคือ สถานีชุมทางหาดใหญ่ และอาณาบริเวณโดยรอบออกไปทางฝั่งตะวันตกถึงวัดโคก (เสม็ดชุน) สมานคุณ
โคกเล็กๆ อีกโคก ตรงบริเวณสุดถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑ ต่อกับถนนศรีภูวนารถ ใกล้อุโมงค์ลอดทางรถไฟอันเป็นที่ตั้งบ้านเรือนผู้คน ได้ปรากฏหลักฐานว่าเป็นที่ตั้งของบ้านหาดใหญ่ หมู่ที่ ๓ อำเภอฝ่ายเหนือ เลยไปจนถึงสุดบริเวณสุดสายถนนนิพัทธ์อุทิศ ๓
ระหว่างโคกเสม็ดชุน และโคกเล็กๆ เรียกกันว่า พรุบัว อยู่บริเวณโรงแรมโฆษิต
ถัดจากพรุบัวเข้ามาใจกลางเมืองถึงตลาดกิมหยง พื้นที่มีลักษณะเป็นท้องกะทะเต็มไปด้วยป่าเสม็ด คนอายุ ๗๐-๘๐ ปี ยังจำได้ว่า ผู้คนไปหาใบพ้อมาห่อ “ต้ม” และหาหม้อข้าวหม้อแกงลิงมาใส่ข้าวเหนียวนึ่งในป่าเสม็ดแห่งนี้
แถวถนนเชื่อมรัฐเป็นท้องนา ในปี ๒๔๘๕ เครื่องบินญี่ปุ่นถูกยิงจากสงขลามาตกหัวปักลงที่ท้องนานี้ ตรงบริเวณโบสถ์คริสต์ปัจจุบัน
บริเวณน้ำพุ แถวบ้านขุนนิพัทธ์จีนนคร ก็เป็นโคกอีกที ก่อนจะลาดต่ำไปเป็นพรุจนถึงคลองเตย ใกล้ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้
กลับเข้ามาในเมืองแถววัดมงคลเทพาราม (วัดปากน้ำ) ถนนแสงศรี บริเวณนี้เคยเป็นปลัก คือ ปลักจันเหรง และปลักโต้พุดทอง
แถวถนนประชารักษ์ เคยเป็นสวนใหญ่ มีผู้คนที่อยู่มาก่อนพอสมควร เป็นสวนผลไม้ กล้วย มะพร้าว และไผ่กอใหญ่ๆ ขนาดใต้กอไผ่ทำหลุมหลบภัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ลงไปหลบได้ทั้งครอบครัว นอกจากเป็นสวนก็มีที่ชุ่มน้ำ เป็นมาบที่กว้างใหญ่ น่านั่งเล่นริมมาบยามบ่ายยามเย็น
สถานีรถไฟที่โคกเสม็ดชุนนี้ เดิมเป็นป้ายหยุดรถ สถานีจริงๆ คือ สถานีชุมทางอู่ตะเภาอยู่เหนือขึ้นไปราว ๓ กิโลเมตร ภายหลังพบว่าไม่เหมาะเพราะเป็นที่ต่ำ น้ำท่วมทุกปีจึงย้ายออกมาตั้งสถานีใหม่ที่โคกเสม็ดชุน

 


หาดใหญ่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๖

ได้มีการประชุมระหว่างข้าราชการ ปลัดเทศบาล นายช่างรถไฟ นายไปรษณีย์ และพ่อค้า เพื่อเปลี่ยนชื่อสถานี เนื่องจากชื่อโคกเสม็ดชุนเรียกยาก เขียนยาก โดยเฉพาะในการติดต่อกับต่างประเทศท่านขุนนิพัทธ์จีนนคร เสนอให้ใช้ “หาดใหญ่” เพราะท่านใช้คำนี้ติดต่อกับชาวมาเลเซีย ฝรั่ง และจีนในธุรกิจการค้าต่างๆ ของท่าน และรู้จักกันดีในนามนี้ ในภาษาจีนยังเขียนอ่านได้ว่า “ฮับใหญ่” ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “สถานีชุมทางหาดใหญ่” เมื่อปี ๒๔๖๐ ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๑ และเป็นปีเดียวกับที่มีการเปลี่ยนชื่ออำเภอฝ่ายเหนือเป็นอำเภอหาดใหญ่ด้วย แต่ที่ว่าการอำเภอก็ยังตั้งอยู่ที่เดิม คือ ที่บ้านหาดใหญ่ริมคลองอู่ตะเภา บริเวณที่บางคนในยุคนั้นเรียกว่า “บ้านใน” ซึ่งในปัจจุบัน คนในยุคนี้เรียกว่า “หาดใหญ่ใน”
หลายท่านคงสงสัยว่า หาดใหญ่ หรือ บ้านหาดใหญ่ หาดทรายใหญ่ ท่าหาดใหญ่ ทุ่งหาดใหญ่ เหล่านี้ เป็นที่เดียวกันหรือเปล่า อ่านไปแล้วดูเหมือนไม่ใช่ มีการเรียกหาดใหญ่ทั่วไปทั้ง ถนนศรีภูวนารถ ปลายถนนนิพัทธ์อุทิศ ๑-๓ และบริเวณคลองอู่ตะเภามีหาดทราย ปลายถนนราษฎร์เสรี นอกจากนั้น ยังพบค่ายคูประตูหอรบในป่ายางบ้านพรุใต้เมืองหาดใหญ่ไปราวๆ ๑๐ กิโลเมตร ที่สอดคล้องกับที่กล่าวถึงหาดใหญ่ในการรบทัพจับศึกสมัยรัชกาลที่ ๓ อีก

 

 

ขอขอบคุณข้อมูลจาก http://www.khlong-u-taphao.com

ภาพประกอบจากเว็บ  http://www.moosuper.com